เพลงกับเด็กปฐมวัย
[color=DarkRed][size=5]แนวทางการจัดกิจกรรมเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงจัดเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เช่นเดียวกับการเล่นและเล่านิทาน เนื่องจากเพลงช่วยสร้างเสริมให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินและกล่อมเกลาให้เด็กเป็นคนมีจิตใจอ่อนไหว รักเสียงเพลงและดนตรี ทำให้ผ่อนคลายอารมณ์และรู้สึกมีชีวิตชีวาในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมวัฒนธรรม และมีลักษณะนิสัยที่ดีงาม[/size][/color]
[color=Green][size=4]ประเภทของเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงเด็กมีหลายประเภทและหลายลักษณะตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ทั้งที่มีมาแต่เดิมและมีการแต่งขึ้นใหม่สำหรับร้องเล่นทั่วไป เพื่อทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งแบ่งได้ดังนี้[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]
เพลงกล่อมเด็ก เป็นบทร้อยกรองหรือบทกลอนสำหรับกล่อมเด็ก[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ส่วนใหญ่มีเนื้อหาบรรยายชีวิต และความเป็นอยู่ที่สะท้อนถึงความเอื้ออาทรรักใคร่ผูกพันที่แม่มีต่อลูก ซึ่งจะพบเนื้อหาของเพลงแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น เพลงกล่อมเด็กภาคอีสานว่า "แม่ไปไร่สิหมกไข่มาหา แม่ไปนาสิหาปลามาป้อน" เพลงกล่อมเด็กภาคกลาง "กาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก" เพลงกล่อมเด็กมักแฝงปรัชญาคำสอนไว้อย่างแยบคาย ให้คนได้คิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ต้องให้ความรัก[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงประกอบเด็ก เป็นบทร้องร้อยกรอง / คำคล้องจอง หรือบทปลอบเด็ก[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]สำหรับร้องปลอบเด็กร้องไห้โยเยบ่อยให้เงียบ และเกิดความเพลิดเพลิน ตัวอย่างเช่น "กุ๊กๆ ไก่ เลี้ยงลูกจนใหญ่ ไม่มีนมให้ลูกกิน ลูกร้องเจี๊ยบๆ แม่ก็เรียกไปคุ้ยดิน ทำมาหากิน ตามประสาไก่เอย" เพลงปลอบเด็กนี้ จะต้องไห้เด็กฟังอย่างเดียวหรืออาจทำท่าทางประกอบด้วยก็ได้[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงเด็กเล่นเป็นบทร้อยกรอง หรือบทร้องเล่นของเด็กที่เป็นบทกลอนสั้นๆ[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ทำนองง่าย ให้ได้ร้องเล่นเพื่อความสนุกสนาน หรือร้องล้อเลียนหยอกล้อกันเนื้อความบางส่วนอาจไม่มีความหมาย แต่มุ่งให้จังหวะคล้องจอง และสัมผัสที่ไพเราะเป็นการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ทางภาษามากขึ้น และฝึกนิสัยในการจำ ตัวอย่าง เช่น "ตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน ไข่ตกดิน เก็บกินไม่ได้"[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]บทร้องประกอบการเล่น เป็นร้องที่เป็นบทเพลงทำนองบทกลอนสั้นๆ[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ที่ร้องประกอบการละเล่น เพลงส่วนใหญ่ที่ใช้ร้องจะให้จังหวะ ให้ความพร้อมเพรียงในการเล่นเกม เนื้อเพลงบางเพลงยังอธิบายถึงวิธีการเล่นด้วย ตัวอย่างเช่น "มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี้ ฉันจะตีก้นเธอ" "โพงพางเอย ปลาเข้าลอด ปลาตาบอด เข้าลอดโพงพาง" การละเล่นนี้ยังมีประโยชน์ในการออกกำลังกาย การเล่นร่วมกันการออกเสียงภาษา การรู้จักช่วยเหลือกัน และเสริมสร้างความรู้สึกสุนทรีย์จากสัมผัสคล้องจองไพเราะด้วย[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงเด็กแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทเพลงที่ใช้ประกอบการสอนเด็กปฐมวัย[/size][/color][color=RoyalBlue][size=4]เป็นเนื้อเรื่องที่มีความหมาย และสามารถทำท่าทางประกอบร้องได้ เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกสนุกสนานและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น เพลงดื่มนม เพลงเก็บของเล่น เพลงนิ้วมือจ๋า เพลงแปรงฟัน[/size][/color]
[color=SeaGreen][size=4]การเลือกเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงของเด็กควรมีเนื้อร้องง่ายๆ สั้นๆ คำซ้ำๆ เสียงไม่สูงหรือต่ำเกินไปทำนองง่าย จังหวะชัดเจนไม่ช้าหรือเร็วเกินไป และควรเลือกให้เหมาะกับพัฒนาการเรียนรู้และความสามารถทางภาษาของเด็ก โดยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเลือกบทร้องที่เป็นคำคล้องจองง่ายๆ ส่วนเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป เนื้อร้องอาจยาวขึ้นได้[/size][/color]
[color=SeaGreen][size=4]วิธีการแนะนำเพลงให้เด็ก[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]การปลูกฝังความสนใจในเพลงให้กับเด็ก ควรเริ่มต้นตั้งแต่เล็กโดยผู้ใหญ่ร้องเพลง หรือเปิดเพลงให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกเด็กจะสนใจจังหวะและเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ และเริ่มจดจำเนื้อร้องในเพลงเมื่อได้ยินเพลงเดิมซ้ำบ่อยๆ ในการแนะนำเพลงให้กับเด็กควรดำเนินการ ดังนี้[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]- นำเสนอเพลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆ มีคำซ้ำๆ และมีทำนองง่าย โดยชักชวนให้เด็กฟังเพลงด้วยกันก่อน เด็กชอบฟังเพลงซ้ำๆ
- เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกตามความต้องการ เด็กจะร้องตาม ถูกหรือผิดควรให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยความมั่นใจ
- ฝึกให้เด็กรู้จักเคาะจังหวะ เด็กมักมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงจังหวะเพลง อาจให้เด็กปรบมือตามจังหวะ หรือเคาะเครื่องดนตรีโดยไม่คาดหวังความถูกผิด[/size][/color]
ขอขอบคุณบทความจาก http://www.maemaiplengthai.com/webboard/archiver/?tid-793.html
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553
มหัศจรรย์เสียงดนตรี ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อย
บทความนี้น่าสนใจมากๆ ลองอ่านดูนะคะ เพราะเราสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตการเป็นคุณครูและเป็นคุณแม่ได้ดีทีเดียวค่ะ
"นกกาเหว่าเอ้ย...ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก...แม่กาก็หลงรัก..." ใครจะคาดคิดว่าเพลงกล่อมเด็กโบราณ เชยๆ แบบนี้ จะแสดงถึงสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่แสดงความรักความผูกพันผ่านเสียงเพลง ช่วยพัฒนาการทักษะต่างๆ โดยเฉพาะสมอง ผลิตภัณฑ์เอ็นฟาโกร
และนิตยสารบันทึกคุณแม่ จึงจัดงาน “Smart Symphonies ดนตรีกับการพัฒนาสมอง” นำเสนองานวิจัยล่าสุดว่าพันธุกรรมไม่ใช่คำตอบเดียวในการสร้างการพัฒนาแก่เด็ก ทว่าสิ่งแวดล้อมและการดูแลที่ดีต่างหากเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง การส่งเสริมทางด้านภาษา นอกจากนี้ดนตรีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ลูกน้อยตื่นตัว และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วย
แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว (สวทด.) บอกว่า เสียงดนตรีแรกของลูกนั้นคือเสียงหัวใจของแม่ โดยปกติแล้วเสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมอ แต่จะเร็วขึ้นเมื่อออกกำลังกายหรือมีความตื่นเต้น ทำให้ท่วงทำนองของการเต้นเปลี่ยนไป ฉะนั้นการรับรู้เสียงดนตรีของลูกเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้อง
ขณะที่แม่พูด ฟังเพลง ร้องเพลง ลูกจะได้รับคลื่นเสียงผ่านประสาทสัมผัสผิวหนังไปยังลูกได้ ดังนั้นเพลง หรือดนตรีที่แม่เลือกฟังขณะตั้งท้องควรมีจังหวะเบาๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูก ขณะที่แม่ตั้งท้องไม่ควรฟังเพลงที่มีจังหวะแรงๆ อย่างเพลงแร็พ ฮิพฮอพ และเสียงเบส เสียงกลองที่มีจังหวะดังมากๆ จะกระทบกระเทือนไปถึงลูกได้
งานวิจัยชี้ว่า ดนตรีมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองของเด็ก รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ทั้งในด้านภาษา การคำนวณ ศิลปะ และทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก มีจังหวะและท่วงทำนองที่ช่วยให้สมองของเด็กให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกเกิดถึงสามปี ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาทางด้างอารมณ์ จิตใจ สติปัญญา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กง่ายแก่การเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอน
นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านเขียน เพลงคลาสสิกแล้ว เพลงแจ๊ซ เพลงบรรเลงที่มีจังหวะเบาๆ และเพลงกล่อมเด็ก สามารถฟังได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดลูกควรได้รับเสียงเพลงจากการร้องของคุณแม่ เช่นเพลงกล่อมลูก เพราะการที่คุณแม่ร้องเพลงกล่อมลูกยังช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดี
เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ศิลปินชื่อดัง บอกว่า เธอคลุกคลีอยู่กับดนตรีตลอดเวลาขณะตั้งท้อง ลูกจึงสัมผัสกับเสียงดนตรีตั้งแต่อยู่ในท้อง จึงเชื่อว่าดนตรีนั้นมีส่วนช่วยในการพัฒนา ซึ่งพัฒนาที่เห็นได้ชัดนั้นคือน้องเข้าใจเพลงเร็ว จับจังหวะได้ดี ร้องเพลงไม่เพี้ยน สามารถพูดโต้ตอบกับผู้ใหญ่ได้ในประโยคยาวๆ รู้เรื่องและชัดเจน
เช่นเดียวกับ กรกนก เชาว์ปรีชา คุณแม่มือใหม่ น้องตฤณ นันทิวาวัฒน์ อายุ 4 เดือน บอกว่าช่วง 6 ขวบแรกเป็นเวลาที่เด็กควรได้รับการเรียนรู้โดยตรงจากคุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรได้รับการเรียนรู้จากทีวี ซีดี หากพ่อแม่สามารถเป็นเครื่องดนตรีให้แก่ลูก จะทำให้ได้ทั้งความผูกพันและการพัฒนาด้วย ฉะนั้นการเรียนรู้ทุกอย่างของเด็กอยู่ในมือคุณพ่อคุณแม่ อย่าไปฝากความหวังไว้กับครูหรือคอมพิวเตอร์ เพราะครูมีหน้าที่ในการต่อยอด ส่วนคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่สอนเบสิกพื้นฐานทุกอย่าง
"เวลาอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงให้ลูกฟัง เสียงที่คุณพ่อคุณแม่นี่แหละที่ลูกชอบที่สุด อันนี้เป็นวิธีการสร้างเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น “ดนตรี” ดีกว่าการดูทีวีหรือเล่นคอมพิวเตอร์ แม้ว่าคุณแม่จะเสียงไม่ดี เล่านิทานได้ไม่เหมือนมืออาชีพก็ไม่เป็นไร เพราะลูกต้องการเสียงแม่ และเสียงแม่คือพรที่ดีที่สุดของลูก ที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกคุณเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ" คุณแม่มือใหม่ กล่าวทิ้งท้าย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
Retrieved from "http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/"
"นกกาเหว่าเอ้ย...ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก...แม่กาก็หลงรัก..." ใครจะคาดคิดว่าเพลงกล่อมเด็กโบราณ เชยๆ แบบนี้ จะแสดงถึงสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่แสดงความรักความผูกพันผ่านเสียงเพลง ช่วยพัฒนาการทักษะต่างๆ โดยเฉพาะสมอง ผลิตภัณฑ์เอ็นฟาโกร
และนิตยสารบันทึกคุณแม่ จึงจัดงาน “Smart Symphonies ดนตรีกับการพัฒนาสมอง” นำเสนองานวิจัยล่าสุดว่าพันธุกรรมไม่ใช่คำตอบเดียวในการสร้างการพัฒนาแก่เด็ก ทว่าสิ่งแวดล้อมและการดูแลที่ดีต่างหากเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง การส่งเสริมทางด้านภาษา นอกจากนี้ดนตรีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ลูกน้อยตื่นตัว และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วย
แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว (สวทด.) บอกว่า เสียงดนตรีแรกของลูกนั้นคือเสียงหัวใจของแม่ โดยปกติแล้วเสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมอ แต่จะเร็วขึ้นเมื่อออกกำลังกายหรือมีความตื่นเต้น ทำให้ท่วงทำนองของการเต้นเปลี่ยนไป ฉะนั้นการรับรู้เสียงดนตรีของลูกเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้อง
ขณะที่แม่พูด ฟังเพลง ร้องเพลง ลูกจะได้รับคลื่นเสียงผ่านประสาทสัมผัสผิวหนังไปยังลูกได้ ดังนั้นเพลง หรือดนตรีที่แม่เลือกฟังขณะตั้งท้องควรมีจังหวะเบาๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูก ขณะที่แม่ตั้งท้องไม่ควรฟังเพลงที่มีจังหวะแรงๆ อย่างเพลงแร็พ ฮิพฮอพ และเสียงเบส เสียงกลองที่มีจังหวะดังมากๆ จะกระทบกระเทือนไปถึงลูกได้
งานวิจัยชี้ว่า ดนตรีมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองของเด็ก รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ทั้งในด้านภาษา การคำนวณ ศิลปะ และทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก มีจังหวะและท่วงทำนองที่ช่วยให้สมองของเด็กให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกเกิดถึงสามปี ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาทางด้างอารมณ์ จิตใจ สติปัญญา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กง่ายแก่การเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอน
นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านเขียน เพลงคลาสสิกแล้ว เพลงแจ๊ซ เพลงบรรเลงที่มีจังหวะเบาๆ และเพลงกล่อมเด็ก สามารถฟังได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดลูกควรได้รับเสียงเพลงจากการร้องของคุณแม่ เช่นเพลงกล่อมลูก เพราะการที่คุณแม่ร้องเพลงกล่อมลูกยังช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดี
เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ศิลปินชื่อดัง บอกว่า เธอคลุกคลีอยู่กับดนตรีตลอดเวลาขณะตั้งท้อง ลูกจึงสัมผัสกับเสียงดนตรีตั้งแต่อยู่ในท้อง จึงเชื่อว่าดนตรีนั้นมีส่วนช่วยในการพัฒนา ซึ่งพัฒนาที่เห็นได้ชัดนั้นคือน้องเข้าใจเพลงเร็ว จับจังหวะได้ดี ร้องเพลงไม่เพี้ยน สามารถพูดโต้ตอบกับผู้ใหญ่ได้ในประโยคยาวๆ รู้เรื่องและชัดเจน
เช่นเดียวกับ กรกนก เชาว์ปรีชา คุณแม่มือใหม่ น้องตฤณ นันทิวาวัฒน์ อายุ 4 เดือน บอกว่าช่วง 6 ขวบแรกเป็นเวลาที่เด็กควรได้รับการเรียนรู้โดยตรงจากคุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรได้รับการเรียนรู้จากทีวี ซีดี หากพ่อแม่สามารถเป็นเครื่องดนตรีให้แก่ลูก จะทำให้ได้ทั้งความผูกพันและการพัฒนาด้วย ฉะนั้นการเรียนรู้ทุกอย่างของเด็กอยู่ในมือคุณพ่อคุณแม่ อย่าไปฝากความหวังไว้กับครูหรือคอมพิวเตอร์ เพราะครูมีหน้าที่ในการต่อยอด ส่วนคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่สอนเบสิกพื้นฐานทุกอย่าง
"เวลาอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงให้ลูกฟัง เสียงที่คุณพ่อคุณแม่นี่แหละที่ลูกชอบที่สุด อันนี้เป็นวิธีการสร้างเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น “ดนตรี” ดีกว่าการดูทีวีหรือเล่นคอมพิวเตอร์ แม้ว่าคุณแม่จะเสียงไม่ดี เล่านิทานได้ไม่เหมือนมืออาชีพก็ไม่เป็นไร เพราะลูกต้องการเสียงแม่ และเสียงแม่คือพรที่ดีที่สุดของลูก ที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกคุณเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ" คุณแม่มือใหม่ กล่าวทิ้งท้าย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
Retrieved from "http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/"
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
เพลงกับเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาสติปัญญาได้รวดเร็วมากและช่วงนี้เด็กจะมีความจำที่ดี บทเพลงหรือคำคล้องจองจึงมีส่วนสำคัญต่อการจำของเด็ก เพื่อนๆว่าจริงไหมคะ ช่วยตอบกันเยอะๆนะจ๊ะ
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
เพลงสำหรับเด็ก
เพลงมีความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างมากเห็นด้วยคะสำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆมีท่วงทำนองที่สนุกสนาน
Benze! คนึงนิจ น้อยทา
Benze! คนึงนิจ น้อยทา
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
