วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

ถึงเพื่อนๆชาวปฐมวัย 48 ม.ราชภัฏนครปฐม

อยากรู้ว่าตอนนี้ทุกคนเป็นอย่งไรกันบ้าง สบายดีไหม ทำงานที่ไหนกันบ้าง ยังงัยก็ขอให้เพ่อนๆทุกคนมีควาสุขกับการทำงานนะจ๊ะ เม็นมาคุยกันบ้างนะ คิดถึงทุกคน รักนะจุ๊บุจ๊บุ

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

แด่คุณครูปฐมวัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

สวัสดีว่าคุณครูปฐมวัยทุกคนค่ะ อยากรู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้างทำงานที่ไหนกัน ถ้าใครเข้ามาชมบล็อกนี้ก็อย่าลืมเม้นมาคุยกันบ้างนะ อยากบอกว่าคิดถึงเพื่อนๆทุกคน รักนะจุ๊บุจ๊บุ

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เด็กกับ"ดนตรี"

บทความนี้น่าสนใจมากนะคะ ขอบอก.............
สมองของเด็กในช่วงขวบปีแรก เส้น ใยสมองจะพัฒนาได้ดีหากถูกกระตุ้นอย่างเหมาะสม ผ่านการใช้ประ สาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น ได้ยิน รับรู้รส กลิ่น และผิวสัมผัส .....

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า กระบวนการทางดนตรีและศิลปะช่วยส่งเสริมให้วงจรสมองของเด็กมีประสิทธิ ภาพมากขึ้น ส่งผลให้เด็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ดนตรี

สมอง - ช่วยพัฒนาเซลล์สมองได้อย่างสมดุล มีการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท ทำให้สมองทั้ง ซีกขวาและซ้ายทำงานพร้อมกัน สมองซีกขวารับรู้ความไพเราะ รู้สึก ผ่อนคลาย ส่วนสมองซีกซ้ายรับรู้ตัวโน้ตและจังหวะ

ภาษา - ช่วยพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาและการพูดให้ดีขึ้น

ร่างกาย - การประกอบท่าทางพร้อมเสียงเพลงของเด็ก จะช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหว บริหารกล้ามเนื้อและการทรงตัวที่ดี

อารมณ์ - เสียงเพลงที่มีจังหวะ ท่วงทำนองที่ฟังสบาย (ดนตรีคลาสสิค) ทำให้สภาวะจิตใจสงบ กล้ามเนื้อสมองผ่อนคลาย พร้อมรับข้อมูลความรู้ต่างๆ
http://watjrb.igetweb.com/index.php?mo=3&art=342180

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดนตรีคลาสสิคช่วยเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเพิ่มน้ำหนักตัวได้เร็วและแข็งแรงขึ้น

วันนี้นำสาระน่ารู้ดีๆสำหรับคุณแม่และทุกคนที่สนใจซึ่งนำไปใช้กับลูกน้อยได้ดีมากเลยนะคะ ใครได้อ่านแล้วช่วยแสดงความคิดเห็นที่มีต่อบทความนี้เข้ามาเยอะๆนะคะ ขอบคุณค่ะ

เสียงดนตรีคลาสสิค อาจช่วยให้เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนด เพิ่มน้ำหนักตัวได้เร็วขึ้น และแข็งแรงขึ้น

16/01/2010

เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กทารกที่ได้ฟังดนตรีเป็นประจำ จะช่วยลดความเครียด ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้เด็กทารกสงบลงได้

แต่รายงานล่าสุดยังชี้ด้วยว่า เสียงดนตรีคลาสสิค ยังจะช่วยให้เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนด เพิ่มน้ำหนักตัวได้เร็วขึ้น และแข็งแรงขึ้นด้วย

เสียงดนตรีคลาสสิคของ Wolfgang Amadeus Mozart ที่คุณหมอที่ศูนย์การแพทย์ Tel Aviv ในอิสราเอล เปิดให้เด็กทารก 20 คนซึ่งเกิดก่อนกำหนด ที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ฟังวันละครั้ง ครั้งละ 30 นาที พบว่าหลังจากฟังดนตรีแล้ว

เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนดกลุ่มนั้น จะสงบลงและใช้พลังงานน้อยลง กว่าเด็กทารกกลุ่มที่ไม่ได้ฟังดนตรี นักวิจัยบอกว่า เมื่อเด็กทารกใช้พลังงานน้อยลง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แคลลอรี่จำนวนมาก ในการเจริญเติบโต เด็กที่เกิดก่อนกำหนดเหล่านั้น จึงมีน้ำหนักตัวมากขึ้นและแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเหล่านั้น

รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า เสียงดนตรีสามารถลดความเครียด ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความอิ่มตัวของปริมาณก๊าซออกซิเจนในทารก ที่เกิดก่อนกำหนด โดยความอิ่มตัวของออกซิเจนนั้น คือดัชนีวัดปริมาณอ๊อกซิเจน ในกระแสเลือด เทียบกับปริมาณอ๊อกซิเจนสูงสุด ที่สามารถลำเลียงไปกับเส้นเลือดได้ ซึ่งหากตัวเลขความอิ่มตัวนี้อยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางหัวใจ หรือปอดได้ และแม้งานวิจัยชิ้นนี้จะใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป

แต่นักวิจัยก็เชื่อว่าข้อมูลที่ได้นั้น มีนัยสำคัญทางสถิติ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Pediatrics ฉบับเดือนมกราคมชิ้นนี้ ยังไม่ได้ทดลองใช้เสียงดนตรีอื่น นอกจากดนตรีคลาสสิคของ Mozart จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าดนตรีแนวอื่น จะให้ผลอย่างเดียวกันหรือไม่

สำหรับสาเหตุดลใจให้นักวิจัยเลือกใช้เพลงของ Mozart นี้ ก็เพราะจากรายงานเมื่อปี 1993 ที่ชี้ว่า นักศึกษา สามารถพัฒนาผลการเรียนด้านดาราศาสตร์ได้ชั่วคราว หลังจากฟังดนตรีคลาสสิคของ Mozart วันละ 10 นาที ซึ่งอาจารย์ Dror Mandel แห่งมหาวิทยาลัย Tel Aviv เชื่อว่า ทำนองดนตรีหรือโน้ตเพลงของ Mozart ที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมานั้น อาจไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมของเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งแตกต่างจากทำนองเพลงคลาสสิค ของนักประพันธ์คนอื่นๆ เช่น Beethoven หรือ Bach

นักวิจัยที่อิสราเอลมีแผนจะทดลอง ใช้เสียงดนตรีแนวอื่นๆ ในเร็ววันนี้ ซึ่งหนึ่งในคณะนักวิจัยแนะนำให้ลองใช้เพลง Hip Hop ด้วย เนื่องจากทำนองเพลง Hip Hop นั้น ก็มีจังหวะซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ เช่นเดียวกับเพลงคลาสสิคของ Mozart จึงอาจมีผลให้เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

http://www.voanews.com/thai/2010-01-16-voa4.cfm

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การใช้เพลงกับเด็กปฐมวัย

วันนี้ขอนำเสนอ เรื่องการใช้เพลงกับเด็กปฐมวัย โดยส่วนตัวคิดว่าตังเองและเพื่อนๆสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตการเป็นครู ใครมีความคิดเห็นดีเข้ามาสนอแนะกันได้นะคะ
การใช้เพลงกับเด็กปฐมวัย
ก่อนเริ่มกิจกรรมนั้นครูต้องเตรียมเด็กโดยเฉพาะกิจกรรมในวงกลมหรือกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ครูอนุบาลส่วนใหญ่ชอบใช้เพลงเป็นสื่อ ดังนั้นเพลงที่ใช้ควรมีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่องที่จะเรียน ทั้งยังเป็นการนำเข้าสู่บทเรียนได้ด้วย
จุดประสงค์ของการใช้เพลง
· ใช้เพื่อเตรียมเด็กก่อนเข้ากิจกรรม
· ใช้เพื่อประกอบกิจกรรมการเคลื่อนไหว
· ใช้เพื่อผ่อนคลาย
· ใช้เป็นสื่อสาระการเรียนรู้
ประโยชน์ที่ได้รับ
· เด็กพูดได้เร็วขึ้น
· พูดออกเสียงชัดเจน
· มีความกระตือรือร้นในการเรียน
· กล้าแสดงออก
· เป็นการฝึกสมาธิ
· สร้างสุนทรีย์ในจิตใจ
· สร้างสรรค์ปัญญา
การเลือกเพลง มีข้อสังเกตในการเลือกดังนี้
· เนื้อเพลง
· ดนตรีประกอบ
· จังหวะ
· ความถูกต้องของภาษา
· การนำไปใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ
สรุป การใช้เพลงกับเด็กปฐมวัยให้ประโยชน์หลายอย่างกับเด็ก ทั้งการส่งเสริมพัฒนาการ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ปัญญา รวมถึงภาษา ซึ่งเด็กจะสนุกได้ถ้าเพลงที่นำมาใช้นั้น เป็นการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายสนับสนุนให้รู้สึกอยากเข้าร่วมกิจกรรม

ขอขอบคุณสำหรับความรู้ดีดี
ผู้เขียน : ประทุม อูปแก้ว
หน่วยงาน : โรงเรียนบ้านหลุมข้าว
http://www.kmlop1.net/?name=research&file=readresearch&id=134

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

วันนี้มีแนวทางการจัดกิจกรรมเพลงสำหรับเด็กมาฝากเพื่อนๆใครสนใจเข้ามาชมได้นะคะ

เพลงกับเด็กปฐมวัย
[color=DarkRed][size=5]แนวทางการจัดกิจกรรมเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงจัดเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย เช่นเดียวกับการเล่นและเล่านิทาน เนื่องจากเพลงช่วยสร้างเสริมให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินและกล่อมเกลาให้เด็กเป็นคนมีจิตใจอ่อนไหว รักเสียงเพลงและดนตรี ทำให้ผ่อนคลายอารมณ์และรู้สึกมีชีวิตชีวาในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมวัฒนธรรม และมีลักษณะนิสัยที่ดีงาม[/size][/color]

[color=Green][size=4]ประเภทของเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงเด็กมีหลายประเภทและหลายลักษณะตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ทั้งที่มีมาแต่เดิมและมีการแต่งขึ้นใหม่สำหรับร้องเล่นทั่วไป เพื่อทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งแบ่งได้ดังนี้[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]
เพลงกล่อมเด็ก เป็นบทร้อยกรองหรือบทกลอนสำหรับกล่อมเด็ก[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ส่วนใหญ่มีเนื้อหาบรรยายชีวิต และความเป็นอยู่ที่สะท้อนถึงความเอื้ออาทรรักใคร่ผูกพันที่แม่มีต่อลูก ซึ่งจะพบเนื้อหาของเพลงแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น เพลงกล่อมเด็กภาคอีสานว่า "แม่ไปไร่สิหมกไข่มาหา แม่ไปนาสิหาปลามาป้อน" เพลงกล่อมเด็กภาคกลาง "กาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก" เพลงกล่อมเด็กมักแฝงปรัชญาคำสอนไว้อย่างแยบคาย ให้คนได้คิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ต้องให้ความรัก[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงประกอบเด็ก เป็นบทร้องร้อยกรอง / คำคล้องจอง หรือบทปลอบเด็ก[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]สำหรับร้องปลอบเด็กร้องไห้โยเยบ่อยให้เงียบ และเกิดความเพลิดเพลิน ตัวอย่างเช่น "กุ๊กๆ ไก่ เลี้ยงลูกจนใหญ่ ไม่มีนมให้ลูกกิน ลูกร้องเจี๊ยบๆ แม่ก็เรียกไปคุ้ยดิน ทำมาหากิน ตามประสาไก่เอย" เพลงปลอบเด็กนี้ จะต้องไห้เด็กฟังอย่างเดียวหรืออาจทำท่าทางประกอบด้วยก็ได้[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงเด็กเล่นเป็นบทร้อยกรอง หรือบทร้องเล่นของเด็กที่เป็นบทกลอนสั้นๆ[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ทำนองง่าย ให้ได้ร้องเล่นเพื่อความสนุกสนาน หรือร้องล้อเลียนหยอกล้อกันเนื้อความบางส่วนอาจไม่มีความหมาย แต่มุ่งให้จังหวะคล้องจอง และสัมผัสที่ไพเราะเป็นการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ทางภาษามากขึ้น และฝึกนิสัยในการจำ ตัวอย่าง เช่น "ตั้งไข่ล้มต้มไข่กิน ไข่ตกดิน เก็บกินไม่ได้"[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]บทร้องประกอบการเล่น เป็นร้องที่เป็นบทเพลงทำนองบทกลอนสั้นๆ[/size][/color][color=RoyalBlue][size=3]ที่ร้องประกอบการละเล่น เพลงส่วนใหญ่ที่ใช้ร้องจะให้จังหวะ ให้ความพร้อมเพรียงในการเล่นเกม เนื้อเพลงบางเพลงยังอธิบายถึงวิธีการเล่นด้วย ตัวอย่างเช่น "มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี้ ฉันจะตีก้นเธอ" "โพงพางเอย ปลาเข้าลอด ปลาตาบอด เข้าลอดโพงพาง" การละเล่นนี้ยังมีประโยชน์ในการออกกำลังกาย การเล่นร่วมกันการออกเสียงภาษา การรู้จักช่วยเหลือกัน และเสริมสร้างความรู้สึกสุนทรีย์จากสัมผัสคล้องจองไพเราะด้วย[/size][/color]
[color=DarkRed][size=4]เพลงเด็กแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทเพลงที่ใช้ประกอบการสอนเด็กปฐมวัย[/size][/color][color=RoyalBlue][size=4]เป็นเนื้อเรื่องที่มีความหมาย และสามารถทำท่าทางประกอบร้องได้ เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกสนุกสนานและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น เพลงดื่มนม เพลงเก็บของเล่น เพลงนิ้วมือจ๋า เพลงแปรงฟัน[/size][/color]

[color=SeaGreen][size=4]การเลือกเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]เพลงของเด็กควรมีเนื้อร้องง่ายๆ สั้นๆ คำซ้ำๆ เสียงไม่สูงหรือต่ำเกินไปทำนองง่าย จังหวะชัดเจนไม่ช้าหรือเร็วเกินไป และควรเลือกให้เหมาะกับพัฒนาการเรียนรู้และความสามารถทางภาษาของเด็ก โดยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเลือกบทร้องที่เป็นคำคล้องจองง่ายๆ ส่วนเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป เนื้อร้องอาจยาวขึ้นได้[/size][/color]

[color=SeaGreen][size=4]วิธีการแนะนำเพลงให้เด็ก[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]การปลูกฝังความสนใจในเพลงให้กับเด็ก ควรเริ่มต้นตั้งแต่เล็กโดยผู้ใหญ่ร้องเพลง หรือเปิดเพลงให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกเด็กจะสนใจจังหวะและเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ และเริ่มจดจำเนื้อร้องในเพลงเมื่อได้ยินเพลงเดิมซ้ำบ่อยๆ ในการแนะนำเพลงให้กับเด็กควรดำเนินการ ดังนี้[/size][/color]
[color=RoyalBlue][size=3]- นำเสนอเพลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆ มีคำซ้ำๆ และมีทำนองง่าย โดยชักชวนให้เด็กฟังเพลงด้วยกันก่อน เด็กชอบฟังเพลงซ้ำๆ
- เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกตามความต้องการ เด็กจะร้องตาม ถูกหรือผิดควรให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยความมั่นใจ
- ฝึกให้เด็กรู้จักเคาะจังหวะ เด็กมักมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงจังหวะเพลง อาจให้เด็กปรบมือตามจังหวะ หรือเคาะเครื่องดนตรีโดยไม่คาดหวังความถูกผิด[/size][/color]
ขอขอบคุณบทความจาก http://www.maemaiplengthai.com/webboard/archiver/?tid-793.html

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

มหัศจรรย์เสียงดนตรี ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อย

บทความนี้น่าสนใจมากๆ ลองอ่านดูนะคะ เพราะเราสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตการเป็นคุณครูและเป็นคุณแม่ได้ดีทีเดียวค่ะ
"นกกาเหว่าเอ้ย...ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก...แม่กาก็หลงรัก..." ใครจะคาดคิดว่าเพลงกล่อมเด็กโบราณ เชยๆ แบบนี้ จะแสดงถึงสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่แสดงความรักความผูกพันผ่านเสียงเพลง ช่วยพัฒนาการทักษะต่างๆ โดยเฉพาะสมอง ผลิตภัณฑ์เอ็นฟาโกร


และนิตยสารบันทึกคุณแม่ จึงจัดงาน “Smart Symphonies ดนตรีกับการพัฒนาสมอง” นำเสนองานวิจัยล่าสุดว่าพันธุกรรมไม่ใช่คำตอบเดียวในการสร้างการพัฒนาแก่เด็ก ทว่าสิ่งแวดล้อมและการดูแลที่ดีต่างหากเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมอง การส่งเสริมทางด้านภาษา นอกจากนี้ดนตรีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ลูกน้อยตื่นตัว และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วย


แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว (สวทด.) บอกว่า เสียงดนตรีแรกของลูกนั้นคือเสียงหัวใจของแม่ โดยปกติแล้วเสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมอ แต่จะเร็วขึ้นเมื่อออกกำลังกายหรือมีความตื่นเต้น ทำให้ท่วงทำนองของการเต้นเปลี่ยนไป ฉะนั้นการรับรู้เสียงดนตรีของลูกเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้อง


ขณะที่แม่พูด ฟังเพลง ร้องเพลง ลูกจะได้รับคลื่นเสียงผ่านประสาทสัมผัสผิวหนังไปยังลูกได้ ดังนั้นเพลง หรือดนตรีที่แม่เลือกฟังขณะตั้งท้องควรมีจังหวะเบาๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูก ขณะที่แม่ตั้งท้องไม่ควรฟังเพลงที่มีจังหวะแรงๆ อย่างเพลงแร็พ ฮิพฮอพ และเสียงเบส เสียงกลองที่มีจังหวะดังมากๆ จะกระทบกระเทือนไปถึงลูกได้


งานวิจัยชี้ว่า ดนตรีมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองของเด็ก รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ทั้งในด้านภาษา การคำนวณ ศิลปะ และทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก มีจังหวะและท่วงทำนองที่ช่วยให้สมองของเด็กให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกเกิดถึงสามปี ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาทางด้างอารมณ์ จิตใจ สติปัญญา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กง่ายแก่การเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอน


นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านเขียน เพลงคลาสสิกแล้ว เพลงแจ๊ซ เพลงบรรเลงที่มีจังหวะเบาๆ และเพลงกล่อมเด็ก สามารถฟังได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดลูกควรได้รับเสียงเพลงจากการร้องของคุณแม่ เช่นเพลงกล่อมลูก เพราะการที่คุณแม่ร้องเพลงกล่อมลูกยังช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดี


เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ศิลปินชื่อดัง บอกว่า เธอคลุกคลีอยู่กับดนตรีตลอดเวลาขณะตั้งท้อง ลูกจึงสัมผัสกับเสียงดนตรีตั้งแต่อยู่ในท้อง จึงเชื่อว่าดนตรีนั้นมีส่วนช่วยในการพัฒนา ซึ่งพัฒนาที่เห็นได้ชัดนั้นคือน้องเข้าใจเพลงเร็ว จับจังหวะได้ดี ร้องเพลงไม่เพี้ยน สามารถพูดโต้ตอบกับผู้ใหญ่ได้ในประโยคยาวๆ รู้เรื่องและชัดเจน


เช่นเดียวกับ กรกนก เชาว์ปรีชา คุณแม่มือใหม่ น้องตฤณ นันทิวาวัฒน์ อายุ 4 เดือน บอกว่าช่วง 6 ขวบแรกเป็นเวลาที่เด็กควรได้รับการเรียนรู้โดยตรงจากคุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรได้รับการเรียนรู้จากทีวี ซีดี หากพ่อแม่สามารถเป็นเครื่องดนตรีให้แก่ลูก จะทำให้ได้ทั้งความผูกพันและการพัฒนาด้วย ฉะนั้นการเรียนรู้ทุกอย่างของเด็กอยู่ในมือคุณพ่อคุณแม่ อย่าไปฝากความหวังไว้กับครูหรือคอมพิวเตอร์ เพราะครูมีหน้าที่ในการต่อยอด ส่วนคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่สอนเบสิกพื้นฐานทุกอย่าง


"เวลาอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงให้ลูกฟัง เสียงที่คุณพ่อคุณแม่นี่แหละที่ลูกชอบที่สุด อันนี้เป็นวิธีการสร้างเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น “ดนตรี” ดีกว่าการดูทีวีหรือเล่นคอมพิวเตอร์ แม้ว่าคุณแม่จะเสียงไม่ดี เล่านิทานได้ไม่เหมือนมืออาชีพก็ไม่เป็นไร เพราะลูกต้องการเสียงแม่ และเสียงแม่คือพรที่ดีที่สุดของลูก ที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกคุณเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ" คุณแม่มือใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Retrieved from "http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/"

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงกับเด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาสติปัญญาได้รวดเร็วมากและช่วงนี้เด็กจะมีความจำที่ดี บทเพลงหรือคำคล้องจองจึงมีส่วนสำคัญต่อการจำของเด็ก เพื่อนๆว่าจริงไหมคะ ช่วยตอบกันเยอะๆนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงสำหรับเด็ก

เพลงมีความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างมากเห็นด้วยคะสำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆมีท่วงทำนองที่สนุกสนาน
Benze! คนึงนิจ น้อยทา

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การเลือกเพลงสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีลักษณะอย่างไร

เข้ามาตอบกระทู้หัวข้อเพลงสำหรับเด็กกันเยอะๆๆๆ นะ